![]() |
![]() |
|||||||||||||||||||||||||||||||
![]() |
![]() |
|||||||||||||||||||||||||||||||
|
|
||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|
||||||||||||||||||||||||||||||||
| ประวัติความเป็นมา | ||||||||||||||||||||||||||||||||
ประวัติศาสตร์ของวงการ Craniofacial Surgery สากลโรคที่มีความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะเหล่านี้มีตั้งแต่เป็นน้อยๆ เช่น ปากแหว่ง เพดานโหว่ ไปจนถึงขั้นรุนแรง เช่น Crouzon syndrome, Apert syndrome,
frontonasal dysplasia ฯลฯ โดยผู้ป่วยเหล่านี้อาจจะมีกระบอกตาที่อยู่ห่างกันหรือต่างระดับ มีร่องบนใบหน้า
ขากรรไกรผิดรูปผิดร่าง เป็นต้น ผู้ป่วยที่เป็นขั้นรุนแรง การรักษาจะยิ่งยุ่งยากและต้องรอบคอบ
มิฉะนั้น อาจเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ เป็นที่ทราบกันดีว่า การผ่าตัดรักษาผู้ป่วยเหล่านี้ (craniofacial surgery) ได้เริ่มต้นในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 โดยในประเทศสหรัฐอเมริกา นพ. Joseph E Murray ซึ่งเป็นศัลยแพทย์ตกแต่งที่มีชื่อเสียงมาก ได้รับรางวัลโนเบิลจากการผ่าตัดปลูกถ่ายไตในคนได้เป็นคนแรกของโลก ได้เริ่มต้นงานด้านนี้อย่างจริงจัง มีการดูแลผู้ป่วยแบบสหสาขาวิชาชีพ มีการจัดตั้งหลักสูตรการฝึกอบรมในสาขานี้ขึ้น เป็นผู้ที่ผ่าตัดเลื่อนตำแหน่งใบหน้าส่วนกลาง (midface advancement) เป็นครั้งแรกในสหรัฐอเมริกา ในปี ค.ศ. 1966
นพ. Paul Tessier นั้นมีผลงานเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก มีชื่อเสียงมากจนได้ถูกเรียกว่า เป็น "บิดาแห่งวงการ Craniofacial Surgery" มีศัลยแพทย์จากทั่วโลกมาเรียนด้วย เช่น David J David จากออสเตรเลีย, Yu Ray Chen จากไต้หวัน, Henry Kawamoto จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือว่าเป็นศิษย์รุ่นแรก และศัลยแพทย์เหล่านี้ ปัจจุบันก็กลายเป็นผู้นำในวงการนี้
ประวัติศาสตร์ของวงการ Craniofacial Surgery ในประเทศไทยแต่เดิมมาในประเทศไทย ปัญหาเรื่องนี้ไม่ค่อยได้รับความสนใจแต่อย่างใด จนกระทั่งนพ. จรัญ มหาทุมะรัตน์ แห่งหน่วยศัลยศาสตร์ตกแต่ง ภาควิชาศัลยศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งได้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล และเลือกไปศึกษาทางด้านนี้โดยเฉพาะกับนพ. David J David ที่ Australian
Craniofacial Unit ประเทศออสเตรเลีย และที่ Nassau County Medical Centre
และ New York University เมืองนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้กลับมาปฏิบัติงานในปี
พ.ศ. 2529 ประกอบกับนพ.ช่อเพียว เตโชฬาร นพ. จรัญ มหาทุมะรัตน์ ได้เชิญผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ นอกเหนือจากศัลยแพทย์ตกแต่งและประสาทศัลยพทย์ดังกล่าวแล้ว เข้ามาร่วมกลุ่มเป็น "คณะทำงานแก้ไขความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์" ขึ้น ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2529 ผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆดังกล่าวได้แก่ กุมารแพทย์, รังสีแพทย์, จักษุแพทย์, โสต ศอ นาสิก แพทย์, วิสัญญีแพทย์, แพทย์ทางพันธุกรรม, ทันตแพทย์และทันตแพทย์จัดฟัน, จิตแพทย์, นักอรรถบำบัด, นักสังคมสงเคราะห์ และพยาบาล เป็นต้น มาร่วมกันทำงานโดยไม่ได้รับผลตอบแทนใดๆเป็นพิเศษ ในช่วงแรกนั้น ได้แพทย์และผู้เชี่ยวชาญหลายๆท่านร่วมแรงร่วมใจและสนับสนุนมาเป็นอย่างดี อาทิเช่น นพ. ถาวร จรูญสมิทธิ์ (ศัลยแพทย์ตกแต่ง) พญ. ส่าหรี จิตตินันทน์ (กุมารแพทย์) พญ.สุมาลี ศรีวัฒนา (กุมารแพทย์) การทำงานจึงได้ประสบความสำเร็จมาเป็นอย่างดี
ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้จะทำการตรวจผู้ป่วยและร่วมประชุมปรึกษาหารือในปัญหาต่างๆของผู้ป่วยเป็นประจำทุกเดือน ผลจากการประชุมจะนำไปสู่แผนการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยรายนั้นๆ คณะทำงานนี้ได้ทำงานมาอย่างสม่ำเสมอมาตั้งแต่ พ.ศ. 2529 ซึ่งนับว่าเป็นคณะทำงานแก้ไขความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะที่มีมาตรฐานระดับสากลเป็นคณะแรกของประเทศไทย ศูนย์แก้ไขความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะ (Craniofacial Center) ที่สมบูรณ์แบบทั่วโลกมีไม่มากนัก และจะต้องประกอบไปด้วยแพทย์และบุคลากรที่ได้รับการฝึกอบรมทางด้านนี้มาอย่างดีจำนวนอย่างน้อย 12 สาขาวิชาดังกล่าวไว้แล้วข้างต้น มาร่วมตรวจรักษา ปรึกษาหารือกับปัญหา วิธีการรักษา ฯลฯ กันอยู่เป็นประจำ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยมีบุคลากรที่ทรงคุณค่าในสหสาขาวิชามาอยู่พร้อมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีศัลยแพทย์ตกแต่งที่ได้รับการฝึกอบรมทางด้าน Craniofacial Surgery จนครบหลักสูตรในสถาบันในต่างประเทศที่ทั่วโลกยอมรับถึง 2 ท่าน เป็นแห่งแรกในประเทศไทย และประสาทศัลยแพทย์ที่เคยมีประสบการณ์ด้านนี้จากต่างประเทศ รวมทั้งแพทย์และผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ อย่างครบครัน ี |
||||||||||||||||||||||||||||||||